สวัสดีครับ ผู้ใช้รถทุกท่าน ในฐานะที่เราใช้รถยนต์เพื่อการเดินทางไปทำงานหรือพักผ่อนในชีวิตประจำวัน จะได้ยินอยู่เสมอว่า
" ประกันรถยนต์ " ซึ่งเป็นคำที่หลายคนรู้สึก "ซับซ้อน" และ "เปลืองเงิน" แต่เชื่อไหมครับว่า ความเข้าใจผิดนี้อาจนำไปสู่การสูญเสียเงินก็ทั้งชีวิตได้ในพริบตา บทความนี้จะกล่าวถึงเรื่องประกันรถยนต์ให้ง่ายที่สุด ให้คุณเลือกเป็น และอุ่นใจทุกครั้งที่สตาร์ทรถครับ
ประกันรถยนต์คืออะไร ทำไมเราต้อง " โอนย้ายความเสี่ยง "
ให้คิดง่ายๆ ครับ ประกันรถยนต์ไม่ใช่ " ค่าใช้จ่าย " แต่มันคือ " การโอนย้ายความเสี่ยง "
ในชีวิตจริง เราไม่รู้เลยว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และถ้าเกิดขึ้น มันอาจหมายถึงค่าใช้จ่ายมหาศาล ทั้งค่าซ่อมรถเขา ค่าซ่อมรถเรา ค่ารักษาพยาบาล บางเคสบนที่ " ครึ่งแสน " หรือหลายแสนมาก
การทำประกันรถยนต์ คือการที่เราจ่ายเงินก้อนเล็ก (ที่เรียกว่า " เบี้ยประกัน ") เพื่อโอนความรับผิดชอบค่าเสียหายก้อนใหญ่มหาศาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไปให้บริษัทประกันเป็นผู้รับผิดชอบแทน พูดง่ายๆ คือเรา " ซื้อความสบายใจ " และ " ซื้ออนาคต " ที่จะไม่ล้มละลายเพราะอุบัติเหตุครั้งเดียวครับ
ความแตกต่างระหว่าง พ.ร.บ. กับ ภาคสมัครใจ
นี่คือจุดที่คนสับสนมากที่สุดครับ รถ 1 คัน ต้องมีประกัน 2 ส่วนนี้เสมอ
1. ประกันภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
เป็นกฎหมายบังคับ ย่อมาจาก " พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ "
จำเป็นต้องมี ไม่มีไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่มี พ.ร.บ. มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท และที่สำคัญคือ ต่อภาษีรถยนต์ประจำปีไม่ได้
คุ้มครองใคร จำไว้สั้นๆ ครับ พ.ร.บ. คุ้มครอง " คน " เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคนขับ, ผู้โดยสาร, หรือคนเดินถนนที่โดนรถชน
| ความคุ้มครอง | วงเงิน |
|---|---|
| ค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น | สูงสุด 30,000 บาท |
| เสียชีวิต/ทุพพลภาพ | เบื้องต้น: 35,000 บาท วงเงินค่ารักษาสูงสุด 80,000 บาท (หากพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก) (หากพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก) เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร สูงสุด 500,000 บาท |
2. ประกันภาคสมัครใจ
ช่องโหว่ของ พ.ร.บ. สังเกตวงเงิน พ.ร.บ. ข้างบนนะครับ มันไม่รวมค่าซ่อมรถเลย ไม่ว่ารถเรา หรือรถคู่กรณี นี่คือ " ช่องโหว่ " ที่อันตรายมากครับ
หน้าที่ ประกันภาคสมัครใจ (ที่เราเรียกกันว่า ชั้น 1, 2+, 3+) จะเข้ามา " ต่อยอด " และ " อุดช่องโหว่ " นี้ โดยจะรับผิดชอบค่าซ่อมรถ (ทั้งเขาและเรา), ค่าเสียหายทรัพย์สินคู่กรณี, และค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่ พ.ร.บ. ไม่ได้จ่าย
ประกัน "ภาคสมัครใจ" เลือกอย่างไรให้เหมาะสมที่สุด
ในอดีตมีแค่ 3 ประเภท แต่ปัจจุบันแตกย่อมาอีก 2 คือ 2+ และ 3+ เพื่อให้เลือกง่าย ขอสรุป 4 ประเภทที่คนนิยมที่สุด โดยจับคู่กับไลฟ์สไตล์การใช้รถของคุณดังนี้
1. ประกันชั้น 1 (The Best – คุ้มครองพี่ใหญ่)
คุ้มครองอะไร " ครบที่สุด จบทุกปัญหา "
- ซ่อมรถเรา (แม้ไม่มีคู่กรณี เช่น ถอยชนเสา , ชนต้นไม้, หินกระเด็นใส่ )
- ซ่อมรถคู่กรณี
- รถหาย / ไฟไหม้
- ภัยธรรมชาติ (เช่น น้ำท่วม)
เหมาะกับใคร
- มือใหม่หัดขับ (ที่ยังถอยชนบ่อยๆ)
- รถใหม่ป้ายแดง (ที่ยังรักมาก)
- คนที่ใช้รถทุกวันในพื้นที่เสี่ยง หรือจอดรถในที่เปลี่ยว
- คนที่ต้องการความสบายใจสูงสุด ไม่ต้องกังวลอะไรเลย
2. ประกันชั้น 2+ (The Smart Choice – คุ้มค่า ตัวจบ)
คุ้มครองอะไร " เกือบเท่าชั้น 1 ในราคาที่เบากว่า "
- ซ่อมรถคู่กรณี
- รถหาย / ไฟไหม้
- และที่สำคัญ: " ซ่อมรถเรา "
ข้อแม้สำคัญ: ประกัน 2+ จะซ่อมรถเรา " ต้องเป็นอุบัติเหตุรถชนรถเท่านั้น " (หรือยานพาหนะทางบก เช่น มอเตอร์ไซค์) ถ้าคุณถอยชนเสาเอง 2+ จะไม่ซ่อมรถคุณนะครับ
เหมาะกับใคร
- คนขับรถคล่องแล้ว ไม่ค่อยชนแบบไม่มีคู่กรณี
- รถอายุ 3-7 ปี ที่เบี้ยชั้น 1 เริ่มแพง
3. ประกันชั้น 3+ (The Budget Saver – ประหยัด แต่อุ่นใจ)
คุ้มครองอะไร " ซ่อมเขา และ ซ่อมเรา " ข้อแม้สำคัญ เหมือน 2+ คือ ต้องเป็น " รถชนรถ " เท่านั้น
สิ่งที่หายไป สิ่งที่ 3+ ไม่มี แต่ 2+ มี คือ ไม่คุ้มครองรถหาย / ไฟไหม้
เหมาะกับใคร
- คนขับรถคล่อง, ใช้รถน้อย , หรือขับในเส้นทางประจำ
- รถอายุหลายปี
- มีที่จอดรถปลอดภัย (เช่น จอดในบ้าน) ไม่กังวลเรื่องรถหาย และต้องการประหยัดเบี้ยประกัน
ตอนนี้คุณเข้าใจแล้วว่า พ.ร.บ. คุ้มครอง " คน " แต่ประกันภาคสมัครใจคุ้มครอง " รถ " และ " เงินในกระเป๋า " ของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ (เหมาะประกันชั้น 1) หรือมือโปร (เหมาะประกัน 2+/3+) การมีประกันภาคสมัครใจคือการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดครับ
อย่าเดาว่าคุณเหมาะกับอะไร เพราะรถแต่ละรุ่น ปีแต่ละปี เบี้ยประกันก็ไม่เท่ากัน
คลิกเลยเพื่อ (เช็คเบี้ยประกันที่เหมาะกับคุณ) หรือ (ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราฟรี) ใช้เวลาเพียง 1 นาที เพื่อความอุ่นใจตลอดทั้งปีครับ
